อังกฤษทำดีที่สุดแล้ว……..(ภาคปฐมบท)


 

ก่อนอื่นต้องขอแสดงความเสียใจแก่สาวก “เดอะ ทรีไลออนส์” สิงโตน้ำเงินคราม อังกฤษ ที่ยังคงไม่สามารถลบอาถรรพ์ที่ไปก่อมาตั้งแต่หนไหนไม่มีใครทราบ ด้วยการดวลลูกโทษที่จุดโทษกับทีมชาติอิตาลี ที่มีสถิติการยิงจุดโทษหลังการต่อเวลาย่ำแย่พอ ๆ กัน

 

สำหรับฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป 2012 หรือยูโร 2012 ทีมชาติอังกฤษต้องประสบพบเจอปัญหามากมายตั้งแต่ก่อนเริ่มทัวร์นาเมนต์ ไล่มาตั้งแต่ตัวผู้จัดการทีมชาติที่มีการเปลี่ยนแปลงชนิดที่เรียกว่าน่าประหลาดใจ เมื่อบิ๊กดอน ฟาบิโอ คาเปลโล่ ตัดสินใจไขก๊อกลาออกจากการเป็นหัวหน้าทัพสิงโตสามตัวก่อนทัวร์นาเมนต์ไม่กี่เดือนเท่านั้น ซึ่งความน่าประหลาดใจยังไม่ยุติและจบสิ้นเพียงเท่านั้น เมื่อผู้มาใหม่ที่เข้ามาแทนรับหน้าที่เป็นกุนซือหนังหน้าไฟ กลับกลายเป็นชื่อของม้าเกือบมืดอย่างรอย ฮอดจ์สัน ที่มีผลงานในการคุมทีมระดับท้อปไม่สวยหรูสักเท่าไหร่ และไม่ใช่ จ่าแฮร์รี่ แฮร์รี่ เรดแนปป์ อย่างที่ใครหลายคน และรวมถึงผมเข้าใจ

 

เท่านั้นยังไม่พอ เมื่อทีมชาติอังกฤษในยุคผลัดใบอย่างยุคของรอย ฮอดจ์สัน กลับทำเรื่องที่น่าประหลาดใจเมื่อบิ๊กรอย ตัดสินใจไม่เรียกตัวริโอ เฟอร์ดินานด์ ปราการหลังตัวเก๋ามาติดทัพชุดลุยยูโร 2012 ด้วยเหตุผลประหลาดๆ ว่า “ดีพอเกินกว่าจะเป็นตัวสำรอง”

 

ถ้าหากใครที่เคยคลุกคลีอยู่ในวงการฟุตบอล ก็คงจะต้องทราบว่า ฟุตบอลระดับทัวร์นาเมนต์ ไม่ว่าคุณจะเป็นเทรนเนอร์จากชาติใดก็ตาม ตัวจริง-ตัวสำรอง ต้องทัดเทียม ทดแทนกันได้อย่างไม่เคอะเขิน พร้อมกันนี้รอย ฮอดจ์สัน ยังต้องขาดจอมทัพคนสำคัญอย่างแฟรงค์ แลมพาร์ด อีกคนหนึ่ง

 

และเมื่อร่วมทีมเป็น 23 คนสุดท้ายในยูโร 2012 ชุดลุยโปแลนด์ และยูเครน ก็มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่า เหตุอันใด อดีตกุนซือเวส บรอมวิชผู้นี้ จึงตัดสินใจเรียกแข้งที่โชว์ฟอร์มห่วยระดับมาสเตอร์พีซ อย่างจอร์แดน เฮนเดอร์สัน และสจ๊วต ดาวน์นิ่ง ซึ่งแฟนหงส์แดง และคนที่เชียร์ทีมชาติอังกฤษ คงแปลกใจ พลางเกาหัวแกลกๆ ว่าเรียกไปทำไม(วะ)

 

อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดนี้ก็คือขุมกำลังสำคัญที่จะต้องปะฉะดะกับฝรั่งเศส ที่เคยเฉือนทีมชาติอังกฤษเมื่อครั้งที่ดวลกันในศึกยูโร 2000, สวีเดน ทีมที่อังกฤษเอาชนะยากที่สุดชาตินึงในประวัติศาสตร์การพบกันระดับนานาชาติ และเจ้าภาพอย่างยูเครน ที่ยังมีหัวหอกอันตรายที่กลับมาสู่ฟอร์มที่ยอดเยี่ยมในวัย 35 กะรัต อย่างมฤตยูแห่งยูเครน อังเดร เชฟเชนโก

 

ทั้งนี้ผมขอรวบรัดตัดความพูดถึงการผ่านรอบแบ่งกลุ่มเลยเพื่อความกระชับในเนื้อหา ซึ่งทีมชาติอังกฤษ สามารถพลิกขึ้นมาเป็นแชมป์ของกลุ่ม ทำให้ทัพสิงโตสามตัว รอดพ้นจากการดวลกับเต็งแชมป์อย่างกระทิงดุ สเปน แต่คู่ต่อกรที่อังกฤษจะต้องดวลในเกมรอบ 8 ทีมสุดท้าย กลับเป็นอิตาลี ซึ่งว่ากันตามตรงเกือบๆ จะเหมือนหนีเสือปะจระเข้ยังไงก็ยังงั้น

 

ใน 3 เกมแรกของสิงโตคำราม มีรูปแบบการเล่นที่เป็นสไตล์เดียว คือแพ็กเกมรับให้แน่น อาศัยมิดฟิลด์ตัวกลางคอยทำเกม ด้วยรูปแบบต่างๆ ส่วนในแดนหน้าต้องหวังที่ความรวดเร็ว ปราดเปรียวของแดนนี่ เวลเบ็ค ที่อาจจะดูเก้ๆ กังๆ แตท้ายที่สุดอังกฤษก็ผ่านเกมสุดโหดที่ว่าได้อย่างไร้มลทิน ไม่แพ้ใคร ถึงแม้รูปเกมจะไม่สวย ดูเหมือนอุดไปบ้าง

 

แต่สิ่งหนึ่งที่ต้องซูฮกปู่รอย รอย ฮอดจ์สัน เห็นทีจะอยู่ที่การขันเชนาะเกมรับที่เป็นเกมรับมวยแทนอย่างโจลีออน เลสคอต ที่สามารถจับคู่กับปราการหลังเบอร์ 1 ของอังกฤษอย่างจอห์น เทอร์รี่ ได้อย่างเนียนตาที่สุด ทำให้เกมรับของอังกฤษ โชคดีไม่เสียประตูมากมายในจังหวะสุดท้าย ก่อนที่โจ ฮาร์ท จะต้องออกแรงเซฟ แน่นอนว่านอกจากจะต้องชมเแผงกองหลังแล้ว การที่ทีมชาติอังกฤษมีประตูฝีมือดี อย่างโจ ฮาร์ท ทำให้ตำแหน่งปากประตูของอังกฤษจะยังคงเป็นของหนุ่มหน้ามนจากถิ่นเอติฮัด สเตเดียมต่อไปอีกยาวนาน

 

แต่ทั้งหมดทั้งปวงที่กล่าวมา กลับต้องยุติลงด้วยน้ำมือของอิตาลี ที่มาร่วมทัวร์นาเมนต์นี้แบบมีปัญหาติดตัวไม่น้อย ซึ่งไม่ใช่เรื่องใหม่เลย นั่นคือเรื่องของการล้มบอล โดยมีดาวเตะที่เป็นตัวสำคัญอดร่วมสังฆกรรมในทัวร์นาเมนต์นี้ด้วยอย่าง โดเมนิโค คริสซิโต

 

การดวลกันระหว่างอิตาลี และอังกฤษ เมื่อคืนนี้ ต้องยอมรับว่า สิงโตน้ำเงินครามทำได้ดีที่สุดแล้ว อีกทั้งยังเป็นเกมที่อังกฤษ ได้เปิดเกมบุก มากกว่า 3 เกมแรกด้วยซ้ำไป แต่ก็ยังไม่ใช่วิสัยของอังกฤษที่มักจะเล่นเกมบุกมากกว่านี้ ขณะเดียวกันอิตาลีก็ปรับรูปแบบของตัวเองมาเน้นเกมรุก (เหมือนสลับรูปแบบการเล่นเลยแฮะ) ซึ่งผมมองว่า เกม 8 ทีมคู่สุดท้ายนี้ไม่ว่าจะเป็นอังกฤษ หรืออิตาลี ใครเข้ารอบล้วนแต่เหมาะสมทั้งสิ้น 

 

‘เพียงแต่ว่าฟุตบอลคู่นี้ดันตัดสินด้วยการดวลจุดโทษ ที่ทั้ง 2 ทีม ทำได้แย่พอๆ กัน แต่อังกฤษดันแย่กว่าก็เท่านั้นเอง’ 

 

ทั้งหมดนั้น ทำให้อังกฤษจะต้องกลับมาเริ่มนับ 1 ใหม่อย่างจริงๆ จังๆ ภายใต้ผู้นำอย่างรอย ฮอจด์สันอีกครั้ง ในการคัดเลือกฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย 2014 ที่บราซิล เมื่อกาลเวลาดังกล่าวพุ่งเร็วติดสปริงไปถึงปี 2014 จริงๆ ทีมชาติอังกฤษชุดนี้ จะต้องถูกเปลี่ยนสภาพหน้าตาไปหลายต่อหลายตำแหน่ง แต่จะเป็นตำแหน่งหนใด ใครจะเข้ามาสวมหมวกทีมชาติอังกฤษลุยฟุตบอลโลก 2014 นั้นผมจะวิเคราะห์ในวันพรุ่งนี้ อย่าลืมติดตามกันนะครับ

 

ปล. ผมเชื่อว่าหลายคนคงจะสงสัยว่าที่ผมเขียนบทความถึงทีมชาติอังกฤษ แล้วยังแบ่งออกเป็นอีก 2 ตอน ผมคงจะเป็นแฟบอลทีมชาติอังกฤษสินะ…. แต่จริงๆ ผมเป็นสาวกอัซซูรี่ อิตาลีครับ ซึ่งประเด็นเกี่ยวกับทีมชาติอังกฤษ ที่ผมวิเคราะห์ออกมามันน่าสนใจ จึงต้องแบ่งออกเป็น 2 ตอนนั่นเองครับ

You can leave a response, or trackback from your own site.

Leave a Reply